สมรรถนะ (Performance) รถไฟฟ้า MG ES

รถไฟฟ้า ยี่ห้อ MG รุ่น MG ES เป็นรถพลังงานไฟฟ้า 100% ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบบมอเตอร์ซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร (PMSM : Permanent Magnet Synchronous Motor) มีกำลังสูงสุด 177 แรงม้า (หรือ 130 กิโลวัตต์) , มีแรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร , สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 412 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง)

รถไฟฟ้า MG ES (เอ็มจี อีเอส) ใหม่ หรือก็คือ MG EP Minor change นั่นเอง มีดีไซน์แบบใหม่ มีความความหรูหรา มีหน้าตาของความเป็นรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น อัพเกรดทั้งงานดีไซน์ และ Option ต่างๆ โดยได้เปิดตัวออกมาจับจองจำหน่ายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 13 มีนาคม 2566 นี้

*เราใส่ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่าง MG EP และ MG ES 2023 ในตาราง เพื่อให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลง

รุ่น
MG EP
MG ES 2023
ประเภทมอเตอร์ไฟฟ้า
Permanent Magnet Synchronous Motor
Permanent Magnet Synchronous Motor
ประเภทแบตเตอรี่
Lithium-Ion Battery
Lithium-Ion Battery
กำลังสูงสุด (แรงม้า (กิโลวัตต์))
163 แรงม้า (120 กิโลวัตต์)
177 แรงม้า (130 กิโลวัตต์)
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน – เมตร)
260 นิวตัน – เมตร
280 นิวตัน – เมตร
ความจุแบตเตอรี่ (กิโลวัตต์ – ชั่วโมง)
50.3 กิโลวัตต์ – ชั่วโมง
51 กิโลวัตต์ – ชั่วโมง
ระยะทางวิ่งสูงสุด (NEDC Mode) (กม.)
380 กิโลเมตร
412 กิโลเมตร
โหมดการขับขี่ 3 โหมด
Sport / Normal / Eco
Sport / Normal (Comfort)/ Eco
อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง
8.8 วินาที
8.3 วินาที
ความเร็วสูงสุด (กิโลเมตร/ชั่วโมง)
185 กิโลเมตร/ชั่วโมง
185 กิโลเมตร/ชั่วโมง

e- PERFORMANCE สเตชันวากอนอีวีแนวใหม่ กับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ

MG ES มาพร้อมแพลตฟอร์มระบบส่งกำลังใหม่ล่าสุด มีขนาด และน้ำหนักลดลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 53% ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าเจเนอเรชันใหม่แบบ 8-LAYER HAIR PIN PERMANENT MAGNETIC SYNCHRONOUS MOTOR (PMSM) ซึ่งมอเตอร์แบบใหม่นี้ให้การตอบสนองที่ดีขึ้น โดยสามารถปรับเร่งรอบได้สูงถึง 15,000 รอบ/นาที ทำให้ MG ES สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากถึง 185 กิโลเมตร/ชั่วโมง เสริมสร้างประสบการณ์การขับขี่ไปอีกระดับด้วยระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ถึง 3 ระดับ ได้แก่ มาก ปานกลาง และน้อย เข้าโค้งได้อย่างมีประสิทธิภาพกับรัศมีวงเลี้ยวเพียง 5.95 เมตร

รุ่น
MG EP
MG ES 2023
ความยาว (มม.)
4,544 มม.
4,600 มม.
ความกว้าง (มม.)
1,818 มม.
1,818 มม.
ความสูง (มม.)
1,521 มม.
1,543 มม.
ระยะช่วงล้อ (มม.)
2,665 มม.
2,665 มม.
ระยะห่างระหว่างล้อคู่หน้า / หลัง (มม.)
1,560 มม. / 1,566 มม.
1,558 มม. / 1,553 มม.
ระยะต่ำสุดจากพื้น (มม.)
115 มม.
115 มม.
น้ำหนักรถโดยประมาณ (กก.)
1,574 กก.
1,570 กก.
ขนาดล้อ และยาง
ล้ออัลลอยด์ 16 นิ้ว 205 / 60R16
ล้ออัลลอยด์ 17 นิ้ว 215 / 50R17
รุ่น
MG EP
MG ES 2023
ระบบช่วงล่าง กันสะเทือน (หน้า)
อิสระแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง
อิสระแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง
ระบบช่วงล่าง กันสะเทือน (หลัง)
ทอร์ชันบีม
ทอร์ชันบีม
ระบบพวงมาลัย
แร็คแอนด์พิเนียน ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS)
แร็คแอนด์พิเนียน ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS)
ระบบเบรก (หน้า)
ดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อน
ดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อน
ระบบเบรก (หลัง)
ดิสก์เบรก
ดิสก์เบรก
รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด (เมตร)
5.65 เมตร
5.95 เมตร
ขนาดยาง
205 / 60R16
215 / 50R17
ขนาดล้อ
อัลลอยด์ 16 นิ้ว
อัลลอยด์ 17 นิ้ว

การชาร์จไฟฟ้า (Home and Fast Charging)

การชาร์จรถไฟฟ้า ทำได้โดยเสียบปลั๊กไฟบ้านทั่วไป หรือแท่นชาร์จสาธารณะ จะทำการเสียบปลั๊กผ่านสถานีชาร์จ ซึ่งความเร็วในการชาร์จ ขึ้นอยู่กับสถานีชาร์จ และความจุแบตเตอรี่ของรถไฟฟ้า

MG ES รองรับการชาร์จ ด้วยหัวแบบ Type 2 และ CCS Combo 2 มีระบบการชาร์จ On Board Charger 7 KW โดยแบตเตอรี่ ที่ใช้เป็นแบบแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอรอนฟอสเฟต (LFP) ขนาด 51 kWh ช่วยให้รถสามารถวิ่งได้ไกลต่อ 1 การชาร์จเพิ่มขึ้น ถ้าไฟเต็ม 100% ขับขี่ได้ระยะทางสูงสุดถึง 412 กม. ตามมาตรฐาน NEDC (NEW EUROPEAN DRIVING CYCLE) ถึงจะยังทำระยะไม่ได้ไกลมาก แต่ก็เพียงพอในการขับในเมือง หรือวางแผนการเดินทางไปต่างจังหวัดในระยะที่สามารถไปยังจุดชาร์จต่อไปได้ไม่ยาก

มีระบบ KERS MODE (Kinetic Energy Recovery System) คือ ระบบช่วยชาร์จพลังงานกลับสู่แบตเตอรี่ เมื่อมีการลดความเร็ว หรือเบรก ช่วยประหยัดพลังงานอย่างลงตัว ช่วยชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่ แบตเตอรี่ได้ในขณะชะลอรถ ตั้งค่ามาตรฐานได้ถึง 3 ระดับ ได้แก่ มาก ปานกลาง และน้อย (HIGH / MEDIUM / LOW ) เพื่อปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการขับขี่ในทุกรูปแบบที่เหมาะกับคุณได้

มีระบบ V2L (Vehicle To Load) ด้วยกำลังไฟสูงสุด 2,200 วัตต์ สามารถจ่ายไฟจากแบตเตอรี่ จากภายในรถสู่ภายนอกได้ นั่นคือ ผู้ใช้ต้องการเสียบปลั๊ก หรือใช้ไฟจากแบตเตอรี่ภายในรถได้เลย เช่น การไปแคมปิ้ง กางเต๊นท์ พักค้างแรมในที่ต่างๆได้ดี โดยระบบ Vehicle to Load ระบบการจ่ายพลังงาน ที่ช่วยเติมความสมบูรณ์แบบในการใช้งานรถ EV ได้มากขึ้น

รุ่น
MG ES 2023
ยี่ห้อแบตเตอรี่
Shanghai Advanced Traction Battery Systems CO.LTD
ประเภทแบตเตอรี่
Lithium-Ion Phosphate Battery
ความจุแบตเตอรี่
51 kWh
ประเภทชาร์จ
on board charger
รองรับการชาร์จ แบบ AC สูงสุด
11 kW
รองรับการชาร์จ แบบ DC สูงสุด
87 kW
ระบบ KERS MODE (Kinetic Energy Recovery System)
ตั้งค่าได้ 3 ระดับ (HIGH / MEDIUM / LOW )
ระบบ V2L (Vehicle To Load)
สูงสุด 2,200 วัตต์
แรงดันไฟฟ้า สำหรับการชาร์จ
แบบปกติ (Normal Charge)
220Vac ±25%
แบบเร็ว (Fast Charge)
380Vac ±25%
ระยะเวลาการชาร์จ
ชาร์จแบบธรรมดา
ด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC 1-phase 10A Wall Plug (2.3 kW)*
ประมาณ 23.45 ชั่วโมง
เฉลี่ย 11 กม./ชม.
ชาร์จแบบธรรมดา
ด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC 1-phase 16A (3.7 kW)*
ประมาณ 14.45 ชั่วโมง
เฉลี่ย 18 กม./ชม.
ชาร์จแบบธรรมดา
ด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC 1-phase 32A (7.4 kW)*
ประมาณ 7.30 ชั่วโมง
เฉลี่ย 35 กม./ชม.
ชาร์จแบบธรรมดา
ด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC 3-phase 32A (22 kW)*
ประมาณ 5 ชั่วโมง
เฉลี่ย 53 กม./ชม.
ชาร์จแบบเร็ว
ด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC
CCS (50 kW DC)*
ประมาณ 51 นาที
เฉลี่ย 210 กม./ชม.
ชาร์จแบบเร็ว
ด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC
CCS (100 kW DC)*
ประมาณ 34 นาที
เฉลี่ย 320 กม./ชม.
ชาร์จแบบเร็ว
ด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC
CCS (150 kW DC)*
ประมาณ 34 นาที
เฉลี่ย 320 กม./ชม.
*ข้อมูลระยะเวลาการชาร์จ จากประเทศโซนยุโรปของ ev-database.org นำมาลงเพื่อเป็นข้อมูลการพิจารณาเบื้องต้นเท่านั้น
**ระยะเวลาในการชาร์จขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ระดับแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ และกําลังไฟของสถานีชาร์จนั้นๆเป็นต้น

MG ES สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ 2 แบบ คือ Normal Charge แบบ AC (ผ่านหัวชาร์จประเภท Type 2) และ Quick Charge แบบ DC (ผ่านหัวชาร์จประเภท CCS Combo 2) Normal Charge คือ การชาร์จไฟจากชุด MG HOME CHARGER ที่บ้าน กระแสสลับ AC 6 kW (รองรับสูงสุด 11 kW) จาก 0-100% ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง 15 นาที หรือกระแสสลับ AC สูงสุด 11 kW จาก 0-100% ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง และ Quick Charge คือ การชาร์จไฟ กระแสตรง DC (รองรับสูงสุด 87 kW) จาก 0-80% ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ทั้งนี้ระยะเวลาการชาร์จ ขึ้นอยู่กับประเภทของไฟฟ้า และอัตราค่าไฟฟ้าของแต่ละจุดชาร์จ)

*ปัจจุบันคุณสามารถขอใช้บริการการประจุไฟใหม่แบบ Quick Charge จากสถานีอัดประจุไฟฟ้าของ MG Super Charge คุณจะใช้เวลาในการชาร์จไฟรถเพียง 30 นาทีเท่านั้น โดย สถานีชาร์จของ MG Super Charge ติดตั้งแล้วกว่า 120 แห่งทั่วประเทศ

ภายนอก MG ES ยกระดับความหรูหรา ผสานความล้ำสมัย

MG ES คือ STATION WAGON ที่พรีเมียม ด้วยดีไซน์ภายนอกที่เรียบหรู ผสมผสานความลํ้าสมัยสไตล์ EV ยกระดับให้รถคันนี้ เหมาะกับโลกยุคใหม่มากยิ่งขึ้น ทําให้ MG ES เป็นรถที่เหมาะกับการใช้งานทุกโอกาส และแฝงไปด้วยฟังก์ชันที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

ชุดกันชนหน้าไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Light Curtain Design ยกระดับความโฉบเฉี่ยวมากขึ้น เสริมการใช้งานมากขึ้นด้วยชุดราวหลังคา (Roof Rail) ที่รองรับน้ำหนักได้ถึง 75 กิโลกรัม และด้วยรูปโฉมสไตล์สเตชันวากอน จึงมาพร้อมกับห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย ทั้งยังสามารถบรรจุสัมภาระสูงสุดถึง 1,367 ลิตร

รุ่น
MG ES 2023
ไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์
ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lights)
ไฟท้ายแบบ LED
ระบบควบคุมการ เปิด – ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ
ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
กระจกมองข้างพับ และปรับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว
สปอยเลอร์หลัง
ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง
แผ่นปิดห้องเครื่องด้านหน้า
ที่ปิดห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ

NEW MG ES มี 5 สี

ตารางภาพแสดงรายละเอียดสี ของ NEW MG ES ที่จำหน่ายในประเทศไทย โดย MG ES จะมีสีให้เลือก 5 สี คือ สี CHAMPAGNE SILVER , สี ANDES GREY , สี ARCTIC WHITE , สี SCALET RED , สี BLACK NIGHT เพื่อการเลือกสีให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเรา

 

ภายใน DENIM TEXTURE DESIGN

ความพรีเมียมภายใน MG ES ที่ใช้งานได้จริง ห้องโดยสารเรียบหรู กว้างสบาย เติมเอกลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยเส้นสายโทนสีฟ้า ENERGETIC BLUE STRIPE เสริมความพิเศษให้ดีไซน์ภายในด้วยเบาะนั่งวัสดุหุ้มหนังสังเคราะห์ DENIM TEXTURE DESIGN ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ให้ผิวสัมผัสคล้ายยีนส์ ปรับลุคให้ดูมีความทันสมัย และดูแลรักษาง่าย เบาะคู่หน้า ERGONOMIC DESIGN ยกขอบปีกข้าง ออกแบบพิเศษเพื่อรองรับสรีระ พร้อมเทคโนโลยี Zero-G Seats กระจายน้ำหนัก ที่แม้จะขับทางไกลแคไหน ก็นั่งสบายตลอดเส้นทาง

รุ่น
MG ES 2023
สีภายใน / วัสดุหุ้มเบาะ
สีดำ / หนังสังเคราะห์ และตกแต่งคล้ายผ้า
ตกแต่งภายในด้วยวัสดุ Soft Touch
พวงมาลัยหุ้มหนัง ปรับ 4 ทิศทาง
เบาะนั่งคนขับปรับ 6 ทิศทาง
เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง
เบาะนั่งด้านหลัง พนักพิงพับได้ 60:40
ช่องเก็บเอกสารด้านหลังเบาะด้านหน้า
หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว
กระจกไฟฟ้า One Touch Up-Down ด้านคนขับ
กระจกมองหลังตัดแสง
ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล
ระบบกรองอากาศ PM 2.5
ระบบกุญแจอัจฉริยะ พร้อมปุ่ม Push Start
ที่พักแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้ว 2 จุด
ระบบจ่ายกระแสไฟ V2L (Vehicle to Load)
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน ควบคุมเครื่องเสียงพร้อมปุ่มรับ–วางสายโทรศัพท์
จำนวนลำโพง
6 ตำแหน่ง
หน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว
ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์มอถือผ่านบลูทูธ / ช่องเชื่อมต่อ USB
ระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple CarPlay และสมาร์ทโฟนระบบ Android

ระบบ SAFETY ความปลอดภัยในรถไฟฟ้า MG ES

มั่นใจทุกเส้นทาง ดีไซน์เพื่อความปลอดภัย กับ MG ES จึงมาพร้อมกับระบบเทคโนโลยีความปลอดภัย แบบครบครันด้วยระบบ SEMI-AUTONOMOUS DRIVING ASSISTANCE SYSTEMS

พร้อมระบบอัจฉริยะเอกสิทธิ์เฉพาะจาก MG i-SMART TECHNOLOGY (LITE VERSION) ให้คุณเชื่อมต่อ กับรถของคุณได้อย่างสะดวกสบายทุกการใช้งานผ่าน MG APPLICATION ด้วย SMART CHECK ตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ รวมถึงการค้นหา สถานีชาร์จไฟ และนัดหมายบริการ PASSION SERVICE ก็ง่าย ทำที่ไหนก็ได้ SMART COMMAND ควบคุมการทำงานระบบปรับอากาศผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมเป็นกุญแจดิจิตอลให้คุณเปิดประสบการณ์ความสะดวกสบายในการใช้งานเพียงปลายนิ้วสัมผัส

ระบบ EPB เบรกมือไฟฟ้า และ AVH ป้องกันการใหล

EPB ย่อมาจาก Electronic Parking Brake คือ ระบบเบรกมือไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์พื้นฐานของรถยนต์ยุคสมัยใหม่ในปัจจุบัน ช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ ใช้งานง่ายกว่าเบรคมือแบบเดิมมาก เพียงแค่กด หรือดึงปุ่มสวิทช์เท่านั้น ระบบเบรกมือไฟฟ้าก็ทำงานทันที โดยปุ่มสวิทช์ของเบรกมือไฟฟ้า จะมีสัญลักษณ์ตัว (P) ที่ตัวปุ่ม เมื่อมีการเปิดใช้งาน จะมีสัญลักษณ์แสดงเตือนที่แผงหน้าปัดเป็นตัว (P) เช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันความสับสนของผู้ใช้งานระหว่าง การใช้งานเบรกมือ หรือระบบเบรกมีปัญหา

*ระบบเบรคมือแบบเดิมสมัยก่อนนั้น เมื่อมีการใช้งานเบรคมือ (ไม่ว่าจะเป็นรุ่นกดปุ่ม หรือ) ที่แผงหน้าปัดจะแสดงสัญลักษณ์เตือนเป็นเครื่องหมายตกใจ (!) แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ตัว (P) เพื่อป้องกันความสับสนของผู้ใช้งาน ระหว่าง การใช้งานเบรกมือ หรือระบบเบรกมีปัญหานั่นเอง

รถที่ติดตั้งระบบ EPB (Electronic Parking Brake) ส่วนใหญ่จะมีปุ่ม Auto Hold อยู่ถัดจากปุ่มเบรกมือ จะมีสัญลักษณ์ตัว (A) หรือเรียกชื่อเต็มๆของระบบนี้ว่า ระบบ AVH (Auto Vehicle Hold) คือ ระบบป้องกันการใหล โดยไม่ต้องเหยียบเบรคค้าง ฟังก์ชั่นการทำงานคล้ายกับการดึงเบรคมือ เพื่อไม่ให้รถไหล หรือเคลื่อนที่โดยเราไม่ได้ตั้งใจ

ซึ่งระบบ AVH (Auto Vehicle Hold) นี้สะดวกมาก เหมาะกับสายที่ขับในเมือง รถติดไฟแดงนานๆ เพียงแค่ให้รถหยุดนิ่งแล้วกดปุ่ม AVH ให้มีไฟแสดงที่ปุ่มค้างไว้ เมื่อเราขับรถไปแล้วรถติด และจอดจนหยุดนิ่งแล้ว พอถอดเท้าออกจากเบรค เพียงเท่านี้ ตัวรถก็จะจอดหยุดนิ่งอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องเหยียบแป้นเบรกค้างไว้หลังจากหยุดรถ หรือไม่ต้องเปลี่ยนไปตำแหน่งเกียร์ N แต่อย่างใด เมื่อจะออกตัวก็เพียงแค่เดินคันเร่งเบาๆ รถก็จะกลับเข้ามาสู่โหมดขับขี่ปกติ

วิธีการใช้งานระบบ EPB และ AVH

ระบบ ABS , EBD และ EBA รวมระบบเบรกมาตรฐาน ทำงานร่วมกันช่วยป้องกันได้ดีมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันมีการพัฒนาระบบเบรก จากดั้งเดิมคือ ระบบดิสก์เบรก ระบบดรัมเบรก กับระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-Lock Brake System) และยังมีระบบเบรกสมัยใหม่ที่มาเสริมทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ทำงานร่วมกัน ช่วยป้องกันได้มากยิ่งขึ้น คือ ระบบควบคุมการกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake force Distribution) และระบบเสริมแรงเบรก EBA (Electronic Brake Assist) ทำให้มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นในทุกเส้นทางการขับขี่

ABS ย่อมาจาก Anti-Lock Brake System คือ ช่วยในการควบคุมจังหวะการกดแป้นเบรกไม่ให้ตายตัวเกินไป เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยมาตรฐานในรถทุกรุ่นในปัจจุบัน โดยระบบ ABS จะทำงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรกแบบจมมิด ช่วยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกตาย ส่งผลให้ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมทิศทางของตัวรถได้ แต่หากไม่มีระบบ ABS รถจะไถลไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อย ทำให้ไม่สามารถควบคุมทิศทางตัวรถได้

แม้รถจะมีระบบ ABS (Anti-lock Braking System) ช่วยในการล้อล็อค ขณะเบรคฉุกเฉิน ก็ว่าดีอยู่แล้ว แต่การมีระบบ EBD (Electronic Brake force Distribution) ที่ช่วยกระจายแรงเบรก ทำให้หลบสิ่งกีดขวางได้อย่างปลอดภัย มาช่วยเสริมด้วยย่อมดีกว่า เพราะจะทำให้เราสามารถควบคุมรถเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินได้ง่ายขึ้น และพร้อมเสริมแรงเบรกด้วยระบบ EBA (Electronic Brake Assist) ยังช่วยให้ระยะเบรกสั้นลงอีกด้วย

EBD ย่อมาจาก Electronic Brakeforce Distribution คือ ระบบควบคุมการกระจายแรงเบรก ทำให้หลบสิ่งกีดขวางได้อย่างปลอดภัย ระบบ EBD (Electronic Brakeforce Distribution) เป็นระบบปรับสมดุลแรงเบรกของล้อทั้ง 4 เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักแรงกดของเบรกแต่ละล้อจนมีสัดส่วนการเบรกที่สมดุล ช่วยลดอาการท้ายปัด และยังช่วยลดอาการหน้าทิ่มเนื่องจากเบรกกระทันหัน หรือเบรกด้วยความเร็วสูง หรือรถที่บรรทุกน้ำหนักมากเกินไป

การทำงานของระบบ EBD (Electronic Brakeforce Distribution) จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ขับเหยียบเบรก โดยระบบ EBD จะคำนวณความเร็วของล้อทั้ง 4 ล้อขณะเหยียบเบรก ส่งปริมาณแรงดันน้ำมันที่ส่งไปยังชุดเบรกสูงสุดที่ระบบจะสามารถส่งให้เบรกทำงานได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอาการเบรกล็อกที่ล้อหลัง จนเกิดอาการท้ายปัดได้ อีกทั้งกรณีเข้าโค้ง เมื่อขับขี่เข้าช่วงโค้ง น้ำหนักของรถที่จ่ายไปยังฝั่งตรงข้ามจะลดลง ถ้าผู้ขับขี่ต้องเหยียบเบรกเพื่อลดความเร็ว ระบบ EBD (Electronic Brakeforce Distribution) ก็จะเริ่มแปรผันแรงดันน้ำมันเบรกที่ถูกส่งไปยังล้อด้านใน ณ ขณะนั้นได้อย่างเหมาะสม

EBA ย่อมาจาก Electronic Brake Assist คือ ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยให้ระยะเบรคสั้นลง ให้คุณมั่นใจในทุกเส้นทางที่ขับขี่ ระบบ EBA (Electronic Brake Assist) เป็นการใช้ชุดควบคุม และเซ็นเซอร์ไปควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกให้สูง ในกรณีที่เหยียบเบรกกระทันหัน ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการเบรกแบบฉุกเฉิน ให้ดียิ่งขึ้น โดยระบบ BA (Electronic Brake Assist) นั้นจะสามารถตรวจจับได้ว่า ผู้ขับขี่กำลังอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ต้องการแรงเบรกสูงสุด แต่ผู้ขับขี่ส่วนมากแล้วมักเหยียบเบรกไม่รวดเร็วและหนักแน่นเพียงพอ ระบบที่ว่านี้จะช่วยเพิ่มกำลังเบรกให้สูงสุดโดยทันทีจนกว่ารถจะหยุดสนิท โดยระบบนี้จะทำงานควบคู่กับ ABS ด้วย

ระบบเบรกมาตรฐาน ABS , EBD และ EBA ทั้ง 3 ระบบนี้ จะถูกควบคุมการทำงานผ่านกล่อง ECU ระหว่างผู้ขับขี่ร่วมกับระบบเทคโนโลยีของเซ็นเซอร์ที่ตำแหน่งต่างๆ ช่วยในการประมวลผลจากปัจจัยต่างๆ ทั้งสภาพการเกาะถนน , การเข้าโค้ง , น้ำหนักการเหยียบเบรก เพื่อรับข้อมูลมาคำนวณและส่งคำสั่งไปควบคุมการเบรกให้ได้ตามความเหมาะสม โดยกล่อง ECU จะช่วยทำให้ตัวรถสามารถประสานงาน และสนับสนุนระบบเบรกทั้ง 3 อย่าง ให้ทำงานสัมพันธ์กัน ช่วยเบรกหรือหยุดรถได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีช่วยสร้างระบบเพื่อรองรับการขับขี่ที่ให้ความปลอดภัยมากขึ้น ตัวเราซึ่งผู้ขับขี่ ไม่ควรประมาท ไม่ใช้ความเร็วเกินกำหนด และช่วยกันเคารพกฏจราจรให้มากที่สุด จะช่วยให้คุณและผู้อื่นรักษาชีวิต ทรัพย์สิน รวมถึงค่าเสียหายต่างๆ ได้ดีมากที่สุด

ระบบ CBC , SCS และ TCS รวมระบบคุมการเข้าโค้ง เพิ่มความมั่นใจในทุกเส้นทาง

ระบบความปลอดภัย เป็นหนึ่งส่วนสำคัญ โดยฟังก์ชัน Synchronize Protection System นอกเหนือจากระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-Lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution), ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) แล้วนั้น ยังมีระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System), ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) อีกด้วย

CBC ย่อมาจาก Curve Brake Control คือ ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง

SCS ย่อมาจาก Stability Control System คือ ระบบควบคุมการทรงตัว

TCS ย่อมาจาก Traction Control System คือ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล

ระบบความปลอดภัยทั้ง 3 ระบบนี้ ทำให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ด้วยระบบควบคุมเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC ที่ทำงานควบคู่กับระบบควบคุมการทรงตัว SCS เมื่อต้องหลบสิ่งกีดขวางกะทันหัน และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS เพื่อไม่ให้รถลื่นไถล ออกนอกเส้นทางขณะเร่งออกจากโค้งแม้ถนนเปียกลื่น

ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS

ยางรถ เป็นส่วนสำคัญ หลายๆครั้ง อุบัติเหตุเกิดขึ้นเพราะผู้ขับขี่ไม่อาจทราบว่า สภาพยางรถยนต์ในขณะที่ขับขี่อยู่นั้น มีความผิดปกติหรือไม่ เช่น แรงดันลมของยาง หรืออุณหภูมิผิดปกติ ซึ่งระบบตรวจวัดแรงดันลมยางอัตโนมัติ (Tire Pressure Monitoring System หรือ TPMS) ได้พัฒนาเพื่อที่จะทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจในการขับขี่ ทุกสภาพถนน

TPMS ย่อมาจาก Tire Pressure Monitor System คือ ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง ให้คุณสามารถตรวจสอบ แรงดันลมยาง อุณหภูมิยาง ของแต่ละล้อได้ หากระบบตรวจพบความผิดปกติ จะรายงาน ข้อมูล , สถานะความดันลมยางในขณะใช้งาน , ผ่านมาตรวัด และแสดงรูปสัญลักษณ์ หรือไฟเตือน โดยจะแสดงขึ้นมาที่หน้าจอ ให้ผู้ขับขี่รับทราบทันที

i-SMART ระบบอัจฉริยะเอกสิทธิ์เฉพาะจาก MG ES

ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ให้คุณเชื่อมต่อ MG ES เพื่อเช็กสถานะระบบการทำงานของตัวรถ อาทิ ระดับแบตเตอรี่ ลมยาง ถุงลมนิรภัย และระบบความปลอดภัยต่างๆ ให้คุณมั่นใจในการทำงานของรถยนต์ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง สามารถใช้ได้ทั้งระบบ Android และ iOS

ระบบอัจฉริยะเอกสิทธิ์เฉพาะจาก MG ให้ความสบายใจในทุกการขับขี่อยู่ในมือคุณ ให้คุณเชื่อมต่อกับรถของคุณได้อย่างสะดวกสบายทุกการใช้งานผ่าน MG APPLICATION ด้วย ‘SMART CHECK’ ตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ รวมถึงการค้นหาสถานีชาร์จไฟ และนัดหมายบริการ PASSION SERVICE ก็ง่าย ทำที่ไหนก็ได้ ‘SMART COMMAND’ ควบคุมการทำงานระบบปรับอากาศผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมเป็นกุญแจดิจิตอลให้คุณเปิดประสบการณ์ความสะดวกสบายในการใช้งานเพียงปลายนิ้วสัมผัส

ตาราง ราคาผ่อนดาวน์ รถไฟฟ้า MG ES

ตารางแสดงการคำนวณยอดผ่อนเงินกู้รถไฟฟ้า EV แบบเงินต้นคงที่ (คิดดอกเบี้ยแบบ Flat Rate) โดยการคำนวณอัตราดอกเบี้ย จะคำนวณจากเกณฑ์มาตราฐานดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยทั่วไป ซึ่งราคาเงินผ่อนที่แสดงในตาราง สำหรับใช้ในการพิจารณาข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถนำไปอ้างอิงในการซื้อขายได้ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่แต่ละบริษัทเป็นผู้กำหนด ผู้ซื้อสามารถสอบถามกับผู้ดูแลการขาย ณ ตอนซื้อขายนั้นๆ

เราใช้คุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซด์ที่ดีที่สุดให้คุณ Accept Read More

Privacy & Cookies Policy